สุริยุปราคา

สุริยุปราคา

สุริยุปราคา เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติรูปแบบหนึ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในสมัยโบราณ โดยเฉพาะ สุริยุปราคาเต็มดวง เพราะคนในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุของการเกิด สุริยคราส ที่แท้จริง ที่เวลากลางวัน ขณะที่พระอาทิตย์กำลังสาดแสงแรงกล้า แล้วอยู่ๆ แสงค่อยๆ ดับลง จนความมืดเข้ามาแทนที่ การได้เห็นท้องฟ้ามืดมิดไปชั่วขณะ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ ต่างก็เกิดความเกรงกลัว คิดว่าเป็นการลงโทษจากพระเจ้าหรือเทพยดาเบื้องบน


สุริยคราส เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์ กับโลก เมื่อดวงจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาอยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของผู้สังเกตการณ์บนโลก คือ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ลดลง

สุริยุปราคา กับความเชื่อ

คนไทยในสมัยโบราณ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเกิด คราส หรือ สุริยคราส (คราส แปลว่า กิน) ก็มีความเชื่อที่เกิดจากเทพองค์หนึ่ง ชื่อ “ราหู” เกิดความโกรธที่พระอาทิตย์ และพระจันทร์ ไปฟ้องร้องพระอิศวรว่า พระราหูกระทำผิดกฎของสวรรค์ คือ แอบไปดื่มน้ำอมฤตที่ทำให้ชีวิตเป็นอมตะ พระอิศวรจึงลงโทษ โดยตัดลำตัวราหูออกเป็น 2 ท่อน พระราหูจึงทำการแก้แค้น โดยการไล่ “อม” พระอาทิตย์ และพระจันทร์ กลายเป็นเหตุการณ์ดวงอาทิตย์ถูกกลืนกิน จนฟ้าดับมืดมิดในเวลากลางวัน และดวงจันทร์ถูกกลืนกิน จนเหลือเพียงแสงสีแดงคล้ำในเวลากลางคืน

ปรากฏการณ์นี้ ในอดีต มนุษย์นึกถึงสัญญาณของลางร้าย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระอาทิตย์ คือดวงกลมๆ ค่อยๆ แหว่ง ราวกับถูกสัตว์ร้ายกัดกิน ชาวไทยสมัยก่อน เชื่อกันว่าเป็นลางบอกเหตุร้าย เพราะราหู เป็นสัญลักษณ์ของ “ความมืดมิด” โดยในทางพระพุทธศาสนา ได้เชื่อมโยงความมืดกับกิเลส ตัณหา และอวิชชา ดังนั้น เหตุการณ์สุริยคราส ที่ปราศจากแสงสว่าง จึงมีการนำไปเปรียบเทียบกับการถูกอวิชชา หรือถูกครอบงำด้วยกิเลส ตัณหา โดยสรุปตำนานความเชื่อสุริยคราส ในแต่ละพื้นที่ แต่ละประเทศ ต่างมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่น

ประเทศจีน เชื่อว่าสัตว์ที่เขมือบดวงอาทิตย์นั้นคือ “มังกร” หรือบางตำนาน ก็บอกว่าเป็น “สุนัข” จากสวรรค์ นอกจากนั้นแล้ว คำว่า “สุริยุปราคา” ในภาษาจีนกลาง ยังเขียนโดยใช้อักษรคำว่า “วัน” ประกอบกับคำที่มีรากศัพท์เกี่ยวกับการ “กิน” สื่อว่าสุริยุปราคานั้น คือ การที่ดวงอาทิตย์กำลังจะถูกกลืนกิน
ประเทศเวียดนาม เชื่อว่าสัตว์ที่มาเขมือบดวงอาทิตย์คือ กบ
ประเทศเปรู เชื่อว่า “เสือพูม่า” มากลืนกินดวงอาทิตย์
ชาวนอร์ส (Norse) ในแถบสแกนดิเนเวีย เชื่อว่าสุริยุปราคาเกิดจากหมาป่าสองตัววิ่งไล่จับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ข้ามท้องฟ้า วันที่จับได้สำเร็จ คือวันที่เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา

เมื่อหลายที่เชื่อในเรื่องนี้ การปฏิบัติที่แสดงความเคารพบูชาของมนุษย์ ที่มีต่อปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้น จึงมีการจัดพิธีกรรมการไล่เจ้าสัตว์ร้าย โดยมีแนวความคิด และการปฏิบัติแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น

▪ คนจีนในสมัยโบราณคิดว่า สุริยุปราคา เกิดจากมังกร ไล่เขมือบดวงอาทิตย์ จึงต้องจุดประทัดและตีกลองไล่ เพื่อให้มังกรคายดวงอาทิตย์ออกมา
▪ คนไทยในสมัยโบราณ ที่เชื่อว่า ราหูอมพระอาทิตย์ เพื่อแก้แค้นที่ราหูถูกจับได้ ตอนปลอมตัวไปร่วมกินน้ำทิพย์ ที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทร และถูกพระนารายณ์ขว้างจักรใส่จนตัวเหลือครึ่งท่อน จึงต้องช่วยกันขับไล่ให้พระราหูคายพระอาทิตย์ออกมา ด้วยการตีปี๊บ เคาะไม้ หรือทำเสียงดังๆ นอกจากนี้ คนไทยในสมัยโบราณยังเชื่ออีกว่า สุริยุปราคา นำความโชคไม่ดี หรือลางร้าย มาสู่โลกเช่นเดียวกับการมาของดาวหาง

โดยทั่วๆ ไป ตามแนวทางโหราศาสตร์แล้วการที่คราสพาดผ่านประเทศใด โดยเฉพาะที่สามารถมองเห็นคราสนั้นได้ มักจะมีแนวโน้มในการเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ มากกว่าเรื่องดี จากข้อมูลในอดีต เมื่อเกิดสุริยุปราคา พบว่าผู้คนจำนวนมาก สนใจดูท้องฟ้ามืดในช่วงกลางวัน บางคนเต้นรำอย่างสนุกสนาน ถ่ายรูป จุดพลุ จุดประทัด ตีกลอง ยิงปืนขึ้นฟ้า เป็นต้น อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์บางชนิด เช่น ค้างคาวก็จะเริ่มบินออกจากรังเพื่อหากิน ในขณะที่นกกาก็จะบินกลับรังนอน เป็นต้น

จากคำเล่าขานกันมาในอดีต ชาวจีนเคยมีความเชื่อว่าดวงอาทิตย์มีเทพเจ้าทรงองค์หนึ่งทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไม่ให้ถูกมังกรกลืน (บางตำราก็บอกว่าเป็นสุนัข) แม้ว่าช่วงเวลาการเกิดสุริยุปราคา จะเกิดเพียงช่วงสั้นๆ ครั้นเมื่อท้องฟ้ากลับสู่ปกติแสดงว่าเทพเจ้าได้พิชิตมังกรแล้ว ประวัติศาสตร์ของชนชาติต่างๆ มีตำนานเกี่ยวกับสุริยคราสมากมาย เคยมีผู้เขียนบันทึกว่าวันที่ 28 พฤษภาคม 585 ปีก่อนคริสตกาล ในขณะกองทัพของชนเผ่าลีเดียนส์ (Lydians) และฝ่ายมีดีส (Medea) กำลังทำสงครามกัน สู้รบยืดเยื้อกันมายาวนานเป็นเวลา 6 ปี สงครามก็ยังไม่ยุติ เมื่อเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ดวงอาทิตย์หายลับไปจากท้องฟ้า กองทัพของคู่กรณีต่างก็เชื่อว่านั่นคือสัญญาณจากพระเจ้าให้กองทัพวางอาวุธ สงครามครั้งนั้นจึงได้ยุติลง

ความเชื่อแบบนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานนับร้อยๆ ปี จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าและศึกษาถึงการเกิดปรากฏการณ์นี้ และได้อธิบายให้เห็นว่าสุริยคราสเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติตามปรกติ และมนุษย์สามารถคำนวณได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดสุริยุปราคาเมื่อใด ที่ไหน และกินเวลานานเพียงใด